การวัดผลโฆษณาGoogle AdsMeta Adsอ่าน 12 นาที

Conversion Tracking คืออะไร 5 ขั้นตอนตั้งค่าให้วัดผลโฆษณาได้แม่นยำ

คู่มือสำหรับเจ้าของธุรกิจและทีมการตลาด ตั้งค่าการวัดผลบน Google Ads และ Meta Ads ให้ถูกตั้งแต่วันแรก ก่อนเริ่มใช้งบโฆษณา

จิยะ ซามี Digital Marketing Specialist

โดย · Digital Marketing Specialist✓ Google Ads Search Certified
เผยแพร่ · อัปเดตล่าสุด

อินโฟกราฟิกสรุป Conversion Tracking วัดผลได้ทุกบาท 5 ขั้นตอนตั้งค่าให้แม่นยำ สำหรับ Google Ads และ Meta Ads
เนื้อหาหลักในบทความ
5 หัวข้อ
เนื้อหาหลักในบทความ
คำถามที่พบบ่อย
7 คำถาม
คำถามที่พบบ่อย
อ้างอิงเอกสารทางการ
17 แหล่ง
อ้างอิงเอกสารทางการ
เวลาอ่านโดยประมาณ
12 นาที
เวลาอ่านโดยประมาณ
สารบัญ
  1. 1เลือก conversion ที่ต้องวัด และตั้ง Primary / Secondary
  2. 2ติดตั้งแท็กวัดผล: Google tag, Meta Pixel และ Conversions API
  3. 3ตั้งค่าการนับ ช่วงเวลา และ Attribution ให้ตรงกับธุรกิจ
  4. 4เพิ่มความแม่นยำ: Enhanced Conversions, Consent Mode และ PDPA
  5. 5ตรวจสอบการทำงาน และอ่านรายงานให้ถูกต้อง
  6. 6คำถามที่พบบ่อย
  7. 7แหล่งอ้างอิง

Conversion Tracking คืออะไร 5 ขั้นตอนตั้งค่าให้วัดผลโฆษณาได้แม่นยำ — ถ้าคุณกำลังยิงโฆษณาแต่ตอบไม่ได้ว่าเงินแต่ละบาทสร้างลูกค้าได้กี่ราย ปัญหามักไม่ได้อยู่ที่โฆษณา แต่อยู่ที่การวัดผล บทความนี้สรุปวิธีตั้งค่า conversion tracking บน Google Ads และ Meta Ads ทีละขั้นตอน โดยอ้างอิงจากเอกสารทางการของ Google และ Meta เพื่อให้ตัวเลขในรายงานใกล้เคียงยอดขายจริง และให้ระบบประมูลอัตโนมัติหาลูกค้าที่ใช่ได้แม่นขึ้น

คำตอบสั้น ๆ

Conversion tracking คือการบันทึกว่าหลังจากลูกค้าเห็นหรือคลิกโฆษณาแล้ว เขาทำสิ่งที่มีมูลค่าต่อธุรกิจหรือไม่ เช่น โทร ทักแชท กรอกฟอร์ม จอง หรือซื้อสินค้า ตั้งค่าได้ใน 5 ขั้นตอน คือ เลือก conversion ที่ใกล้รายได้และตั้งเป็น Primary, ติดตั้ง Google tag และ Meta Pixel ร่วมกับ Conversions API, ตั้งค่าการนับและช่วงเวลาให้ตรงธุรกิจ, เพิ่มความแม่นยำด้วย enhanced conversions และ consent mode ตาม PDPA และตรวจสอบด้วย Tag Assistant ก่อนสรุปผล

สรุปประเด็นสำคัญ

  1. 1ประเด็นที่ 1เลือก conversion ที่ใกล้รายได้ตั้งการโทร ฟอร์ม แชท หรือยอดขายเป็น Primary
  2. 2ประเด็นที่ 2ติดตั้งแท็กให้ครบทั้งสองแพลตฟอร์มGoogle tag / GTM และ Meta Pixel + Conversions API
  3. 3ประเด็นที่ 3ตั้งค่าการนับและช่วงเวลาOne สำหรับลีด Every สำหรับยอดขาย
  4. 4ประเด็นที่ 4เพิ่มความแม่นยำอย่างถูกกฎหมายEnhanced conversions, consent mode และ PDPA
  5. 5ประเด็นที่ 5ตรวจสอบก่อนสรุปผลTag Assistant, Test Events และความล่าช้าของข้อมูล

1เลือก conversion ที่ต้องวัด และตั้ง Primary / Secondary

Conversion คือการกระทำของลูกค้าที่มีมูลค่าต่อธุรกิจ Google Ads แบ่งแหล่งที่มาของ conversion เป็น การกระทำบนเว็บไซต์ การกระทำในแอป การโทร การนำเข้าข้อมูลออฟไลน์ และการกระทำในพื้นที่ (local actions) จาก Google Business Profile สิ่งสำคัญที่สุดคือเลือกวัดสิ่งที่ใกล้รายได้ และบอกระบบให้ชัดว่าตัวไหนใช้ประมูล ตัวไหนไว้ดูเฉย ๆ

ประเด็นสำคัญ

01วัดสิ่งที่ใกล้รายได้ที่สุด

เลือกการโทร การกรอกฟอร์มขอใบเสนอราคา การทักแชท การจอง หรือการซื้อสินค้า แทนการเข้าชมหน้าเว็บหรือเวลาอยู่บนเว็บ ซึ่งไม่ได้บอกว่าลูกค้าพร้อมซื้อ

02Primary ใช้ประมูล Secondary ไว้ดู

Conversion แบบ Primary แสดงในคอลัมน์ Conversions และใช้กับ Smart Bidding ส่วน Secondary แสดงเฉพาะคอลัมน์ All conversions เพื่อสังเกตการณ์ ยกเว้นเมื่อใส่ไว้ใน custom goal

03ธุรกิจหน้าร้านได้ local actions อัตโนมัติ

เมื่อเชื่อม Google Business Profile ผ่าน location assets แล้ว Google จะสร้าง conversion การขอเส้นทางและการคลิกโทรให้เอง โดยการขอเส้นทางใช้ประมูลได้ในแคมเปญ Performance Max, Search และ Shopping

04การโทรจากโฆษณานับตามความยาวสาย

เปิด call reporting เพื่อใช้หมายเลขส่งต่อของ Google แล้วกำหนดความยาวสายขั้นต่ำที่ถือว่าเป็นลูกค้าจริง ค่าเริ่มต้นคือ 60 วินาที และปรับได้ตามธุรกิจ

มุมมองเชิงกลยุทธ์

Strategic insight

ตั้ง conversion ผิด = AI หาลูกค้าผิดกลุ่ม

Smart Bidding เช่น Maximize conversions, target CPA และ target ROAS เรียนรู้จากคอลัมน์ Conversions เท่านั้น ถ้าตั้งการเข้าชมหน้าเว็บเป็น Primary ระบบจะหาคนที่ชอบเข้าเว็บแทนคนที่พร้อมซื้อ เรื่องนี้สำคัญมากกับแคมเปญอัตโนมัติอย่าง Performance Max

Strategic insight

ตั้งชื่อ conversion ให้อ่านรายงานง่าย

ใช้ชื่อที่สื่อความหมาย เช่น "ฟอร์ม – ขอใบเสนอราคา" หรือ "คลิกปุ่ม LINE" เจ้าของธุรกิจจะเห็นต้นทุนต่อผลลัพธ์แต่ละแบบในรายงานได้ทันที โดยไม่ต้องแปลความหมาย

✓แผนลงมือทำจากหัวข้อนี้

  1. 1

    ลิสต์การกระทำที่สร้างรายได้

    เรียงจากใกล้รายได้ที่สุด เช่น ซื้อ > จอง > โทร > ฟอร์ม > ทักแชท

  2. 2

    เลือก 1–3 อย่างเป็น Primary

    การกระทำที่เหลือตั้งเป็น Secondary เพื่อดูแนวโน้มโดยไม่รบกวนการประมูล

  3. 3

    ใส่มูลค่าให้แต่ละ conversion

    ใช้รายได้เฉลี่ยต่อลูกค้า เพื่อให้ระบบให้น้ำหนักกับผลลัพธ์ที่มีมูลค่าสูงกว่า Google ระบุว่าการไม่ใส่มูลค่าเป็นตัวเลือกที่ไม่แนะนำ

อินโฟกราฟิกเลือก Conversion ที่ใช่ แยก Primary ที่ใช้ประมูล ได้แก่ โทร ทักแชท กรอกฟอร์ม ซื้อสินค้า และ Secondary ที่ใช้สังเกตการณ์
Primary ใช้ประมูลและแสดงในคอลัมน์ Conversions ส่วน Secondary ใช้สังเกตการณ์ใน All conversions

2ติดตั้งแท็กวัดผล: Google tag, Meta Pixel และ Conversions API

แท็กคือโค้ดที่บอกแพลตฟอร์มโฆษณาว่าลูกค้าทำ conversion แล้ว ฝั่ง Google ใช้ Google tag หรือ Google Tag Manager ฝั่ง Meta ใช้ Meta Pixel บนเบราว์เซอร์คู่กับ Conversions API ที่ส่งข้อมูลจากเซิร์ฟเวอร์ ถ้าใช้ทั้งสองช่องทางโฆษณา ควรติดตั้งให้ครบทั้งสองฝั่ง เพราะ Google Ads กับ Facebook Ads วัดผลแยกกัน

ประเด็นสำคัญ

01Google tag ทุกหน้า หรือใช้ GTM

ติดตั้ง Google tag ในทุกหน้าของเว็บไซต์ แล้วผูกกับ conversion action ที่สร้างไว้ ถ้าใช้ Google Tag Manager ต้องมีแท็ก Conversion Linker ด้วย ไม่อย่างนั้นข้อมูลการคลิกโฆษณาอาจไม่ถูกบันทึก

02นำเข้า key events จาก GA4 ได้

ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2567 GA4 เรียก conversion ว่า key event และนำเข้า Google Ads ได้เฉพาะ event ที่ทำเครื่องหมายเป็น key event หลังเชื่อมบัญชีอาจใช้เวลา 24–48 ชั่วโมงกว่าตัวเลือกนำเข้าจะแสดง

03Meta Pixel ใช้ standard events

เลือก event มาตรฐานให้ตรงกับการกระทำ เช่น Lead สำหรับลีด Contact สำหรับการติดต่อทางโทรศัพท์ แชท หรืออีเมล Schedule สำหรับการนัดหมาย และ Purchase สำหรับการซื้อ ซึ่งต้องส่ง currency และ value ทุกครั้ง

04Conversions API คู่กับ Pixel

Conversions API ส่งข้อมูลจากเซิร์ฟเวอร์ จึงช่วยเก็บ conversion ที่เบราว์เซอร์อาจส่งไม่ถึง Meta ลบเหตุการณ์ซ้ำเมื่อ eventID ของ Pixel ตรงกับ event_id และชื่อ event ตรงกับ event_name ภายใน 48 ชั่วโมง

มุมมองเชิงกลยุทธ์

Strategic insight

วัดจากหน้าขอบคุณต้องกันการนับซ้ำ

การยิงแท็กเมื่อเปิดหน้าขอบคุณทำง่าย แต่ลูกค้าอาจรีเฟรชหน้า Google แนะนำให้นับแบบ One สำหรับลีดเพื่อกันการนับซ้ำ และใช้ transaction ID สำหรับยอดขาย

Strategic insight

ปุ่ม LINE และปุ่มโทรบนเว็บวัดได้

Google Ads มี conversion ประเภทการคลิกเบอร์โทรบนเว็บไซต์มือถือ ส่วนการคลิกปุ่ม LINE ตั้งเป็น event บนเว็บได้ ฝั่ง Meta ใช้ event Contact ซึ่งครอบคลุมการติดต่อทางโทรศัพท์ SMS อีเมล และแชท

✓แผนลงมือทำจากหัวข้อนี้

  1. 1

    ติดตั้ง Google tag ทุกหน้า

    หรือใช้ GTM พร้อม Conversion Linker แล้วผูกกับ conversion action ที่สร้างไว้

  2. 2

    ติดตั้ง Meta Pixel และเลือก event

    ใช้ standard event ให้ตรงการกระทำ เช่น Lead, Contact, Schedule, Purchase

  3. 3

    เปิด Conversions API

    ส่ง event_id เดียวกันทั้งฝั่งเบราว์เซอร์และเซิร์ฟเวอร์ เพื่อให้ Meta นับเพียงครั้งเดียว

แผนภาพติดตั้งแท็กวัดผล เว็บไซต์ส่งข้อมูลผ่าน Google tag หรือ GTM ไป Google Ads และส่งผ่าน Meta Pixel กับ Conversions API ไป Meta Ads โดยลบเหตุการณ์ซ้ำด้วย event_id และ event_name
Meta Pixel (เบราว์เซอร์) และ Conversions API (เซิร์ฟเวอร์) ส่งเหตุการณ์เดียวกันคู่ขนาน แล้ว Meta ลบรายการซ้ำด้วย event_id + event_name

3ตั้งค่าการนับ ช่วงเวลา และ Attribution ให้ตรงกับธุรกิจ

แท็กที่ติดตั้งถูกแต่ตั้งค่าไม่ตรงกับธุรกิจ ก็ทำให้ตัวเลขเพี้ยนได้ การตั้งค่าหลักมี 3 อย่าง คือ วิธีนับ ช่วงเวลาที่ยังนับ conversion หลังคลิก (conversion window) และรูปแบบการให้เครดิตแก่โฆษณา (attribution)

ประเด็นสำคัญ

01One สำหรับลีด Every สำหรับยอดขาย

นับแบบ One คือนับ 1 conversion ต่อการคลิก 1 ครั้ง เหมาะกับฟอร์มหรือลีด นับแบบ Every คือนับทุกครั้ง เหมาะกับยอดขาย โดยค่าเริ่มต้นของ conversion บนเว็บไซต์คือ Every และของการโทรจากโฆษณาคือ One

02Conversion window เริ่มต้น 30 วัน

Google Ads นับ conversion ที่เกิดหลังคลิกภายใน 30 วันเป็นค่าเริ่มต้น ปรับได้ 1–90 วันตามแหล่งข้อมูล และแนะนำให้ตั้งอย่างน้อย 7 วัน ส่วน view-through เริ่มต้น 1 วัน และ engaged-view เริ่มต้น 3 วัน

03Data-driven เป็นค่าเริ่มต้นของ Google

Google Ads เหลือ attribution 2 แบบ คือ Data-driven ที่ใช้ข้อมูลของบัญชีกระจายเครดิตให้ทุกจุดสัมผัส และ Last click ที่ให้เครดิตทั้งหมดกับคลิกสุดท้าย ส่วน first click, linear, time decay และ position-based ถูกยกเลิกตั้งแต่ปี 2566

04Meta ตั้งค่าที่ระดับชุดโฆษณา

Meta ให้เลือกนับ conversion ภายใน 1 หรือ 7 วันหลังคลิก ภายใน 1 วันหลังเห็นโฆษณา และภายใน 1 วันหลังการมีส่วนร่วม การตั้งค่านี้มีผลทั้งการรายงานและการแสดงโฆษณา

มุมมองเชิงกลยุทธ์

Strategic insight

ตัวเลข Google กับ Meta ไม่เท่ากันเป็นเรื่องปกติ

แต่ละแพลตฟอร์มใช้ช่วงเวลาและวิธีให้เครดิตต่างกัน และ Google รายงาน conversion ย้อนไปที่วันที่คลิก การนำตัวเลขสองระบบมาบวกกันตรง ๆ อาจนับลูกค้าคนเดียวซ้ำ ควรเทียบกับยอดขายหรือจำนวนลีดจริงในระบบของคุณ

Strategic insight

เปลี่ยนการตั้งค่าแล้วให้ระบบได้เรียนรู้

Google ระบุว่า Smart Bidding มีช่วงเรียนรู้ราว 7–14 วัน การเปลี่ยนเป้าหมาย งบ หรือ conversion บ่อย ๆ จะเริ่มช่วงเรียนรู้ใหม่ ควรวางแผนการตั้งค่าให้เรียบร้อยก่อนเปิดแคมเปญ

✓แผนลงมือทำจากหัวข้อนี้

  1. 1

    เลือกวิธีนับให้ตรงประเภท

    One สำหรับฟอร์มและลีด Every สำหรับยอดขายที่ลูกค้าซื้อได้หลายครั้ง

  2. 2

    ดูรายงาน Days to conversion

    เลือก conversion window ให้ครอบคลุมระยะเวลาที่ลูกค้าใช้ตัดสินใจจริง

  3. 3

    ใช้ attribution ให้สม่ำเสมอ

    ใช้ Data-driven เป็นหลักฝั่ง Google และตั้งค่าแบบเดียวกันทุกชุดโฆษณาฝั่ง Meta เพื่อเทียบผลได้

4เพิ่มความแม่นยำ: Enhanced Conversions, Consent Mode และ PDPA

เบราว์เซอร์และกฎหมายคุ้มครองข้อมูลทำให้คุกกี้เก็บข้อมูลได้น้อยลง Google และ Meta จึงมีเครื่องมือช่วยให้วัดผลได้แม่นยำขึ้นโดยยังเคารพความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ สำหรับเว็บไซต์ในไทยต้องตั้งค่าให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ด้วย

ประเด็นสำคัญ

01Enhanced conversions

ส่งข้อมูลที่ลูกค้ากรอก เช่น อีเมลหรือเบอร์โทร หลังเข้ารหัสแบบทางเดียวด้วย SHA-256 ไปจับคู่กับบัญชี Google ที่ลงชื่อเข้าใช้ ช่วยให้นับ conversion ที่คุกกี้เก็บไม่ได้ ตั้งแต่เมษายน 2569 ตัวเลือกสำหรับเว็บและลีดรวมเป็นสวิตช์เดียว

02Consent mode

ส่งสถานะความยินยอม 4 ค่า ได้แก่ ad_storage, analytics_storage, ad_user_data และ ad_personalization ให้แท็กของ Google แบบ Advanced ส่งข้อมูลแบบไม่ใช้คุกกี้เมื่อผู้ใช้ไม่ยินยอม ทำให้ได้โมเดล conversion เฉพาะของบัญชี ส่วนแบบ Basic จะไม่โหลดแท็กเลยจนกว่าผู้ใช้จะยินยอม

03PDPA ต้องขอความยินยอมให้ถูกวิธี

PDPA มีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2565 การขอความยินยอมต้องทำก่อนหรือขณะเก็บข้อมูล แจ้งวัตถุประสงค์ชัดเจน และผู้ใช้ต้องถอนความยินยอมได้ง่ายเท่ากับตอนให้ จึงควรมีแบนเนอร์คุกกี้และนโยบายความเป็นส่วนตัว

04นำเข้ายอดขายออฟไลน์

ถ้าปิดการขายทางโทรศัพท์หรือหน้าร้าน ให้บันทึก GCLID จากการคลิกโฆษณาไว้ใน CRM แล้วนำเข้ากลับ Google Ads โดย GCLID ต้องมีอายุไม่เกิน 90 วัน ระบบจะได้เรียนรู้จากยอดขายจริง ไม่ใช่แค่ลีด

มุมมองเชิงกลยุทธ์

Strategic insight

ข้อมูลถูกเข้ารหัสก่อนส่ง

Enhanced conversions เข้ารหัสข้อมูลบนเว็บไซต์ก่อนส่งให้ Google จึงไม่ได้ส่งอีเมลหรือเบอร์โทรเป็นข้อความธรรมดา แต่ยังต้องแจ้งในนโยบายความเป็นส่วนตัวและขอความยินยอมตามที่กฎหมายกำหนด

Strategic insight

ข้อมูลยิ่งครบ AI ยิ่งเรียนรู้ได้ดี

การรวม enhanced conversions, Conversions API และการนำเข้ายอดขายจริง ช่วยให้ระบบเห็นลูกค้าที่มีคุณภาพมากขึ้น จึงจัดสรรงบไปยังคนที่มีแนวโน้มซื้อได้แม่นขึ้น

✓แผนลงมือทำจากหัวข้อนี้

  1. 1

    เปิด enhanced conversions

    ส่งอีเมลหรือเบอร์โทรจากฟอร์มที่ลูกค้ากรอก ผ่าน Google tag, GTM หรือ API

  2. 2

    ติดตั้งแบนเนอร์คุกกี้และ consent mode

    ตั้งค่าเริ่มต้นเป็น denied แล้วอัปเดตตามที่ผู้ใช้เลือก

  3. 3

    เก็บ GCLID และนำเข้ายอดขาย

    บันทึก GCLID คู่กับลีดใน CRM แล้วนำเข้ายอดขายจริงอย่างสม่ำเสมอ

5ตรวจสอบการทำงาน และอ่านรายงานให้ถูกต้อง

ขั้นตอนสุดท้ายที่มักถูกข้ามคือการทดสอบว่าแท็กทำงานจริง และการเข้าใจว่าตัวเลขในรายงานมาช้ากว่าเหตุการณ์จริง การตัดสินใจจากข้อมูลที่ยังไม่ครบ อาจทำให้ปิดแคมเปญที่กำลังได้ผลโดยไม่จำเป็น

ประเด็นสำคัญ

01ทดสอบด้วย Tag Assistant

ถ้าสถานะ conversion เป็น Unverified, Tag inactive หรือ Needs attention ให้เปิด Tag Assistant จากหน้า Goals แล้วลองทำ conversion จริง ประมาณ 30 นาทีหลังทดสอบ สถานะจะเปลี่ยนเป็น No recent conversions และเป็น Recording เมื่อมี conversion เข้ามา

02ตรวจ Meta ด้วย Test Events

ใช้เครื่องมือทดสอบเหตุการณ์ใน Events Manager ดูว่า Meta ได้รับเหตุการณ์ทั้งจากเบราว์เซอร์และเซิร์ฟเวอร์ และลบรายการซ้ำได้ถูกต้อง

03ข้อมูล conversion มาช้ากว่าคลิก

Google ระบุว่า conversion แบบ Last click มักขึ้นในรายงานภายใน 3 ชั่วโมง โมเดลอื่นอย่าง Data-driven ภายใน 15 ชั่วโมง และ conversion ที่นำเข้าจาก Google Analytics ภายใน 12–24 ชั่วโมง

04รายงานตามวันที่คลิก ไม่ใช่วันที่ซื้อ

คอลัมน์ Conversions บันทึกผลย้อนไปที่วันที่ลูกค้าคลิกโฆษณา ถ้าต้องการดูตามวันที่เกิด conversion ให้ใช้คอลัมน์ Conversions (by conv. time)

มุมมองเชิงกลยุทธ์

Strategic insight

อย่าตัดสินแคมเปญจาก 1–2 วันล่าสุด

ลูกค้าบางคนคลิกวันนี้แต่โทรหรือซื้อในอีกหลายวันต่อมา ตัวเลขของวันล่าสุดจึงดูต่ำกว่าความจริงเสมอ ควรสรุปผลเมื่อผ่านระยะเวลาเฉลี่ยที่ลูกค้าใช้ตัดสินใจไปแล้ว

Strategic insight

เทียบกับยอดจริงทุกเดือน

Google ระบุว่าตัวเลขระหว่าง Google Ads กับเครื่องมือวิเคราะห์อื่นต่างกันได้ บ่อยครั้งถึงราว 20% จากวิธีให้เครดิตและวันที่ที่ใช้นับ การเทียบกับลีดหรือยอดขายจริงในระบบของคุณ จะบอกได้ว่าการวัดผลยังแม่นยำอยู่หรือไม่

✓แผนลงมือทำจากหัวข้อนี้

  1. 1

    ทดสอบทุกครั้งที่แก้เว็บไซต์

    เปลี่ยนหน้าขอบคุณ ฟอร์ม หรือปุ่ม ต้องทดสอบ conversion ใหม่ด้วย Tag Assistant และ Test Events

  2. 2

    ดูแดชบอร์ดทุกวัน สรุปผลเมื่อข้อมูลครบ

    ติดตามแนวโน้มรายวัน แต่ตัดสินใจปรับงบจากข้อมูลที่ผ่านพ้นช่วงล่าช้าแล้ว

  3. 3

    ตรวจเทียบกับลีดและยอดขายจริง

    เทียบจำนวน conversion กับข้อมูลใน CRM หรือสมุดรับลูกค้าทุกเดือน

อินโฟกราฟิกตรวจสอบก่อนสรุปผล ทดสอบด้วย Tag Assistant และ Test Events และระยะเวลาที่ข้อมูล conversion แสดงในรายงาน Google Ads
ความล่าช้าของข้อมูลตามเอกสาร Google Ads: Last click ประมาณ 3 ชั่วโมง โมเดลอื่นประมาณ 15 ชั่วโมง นำเข้าจาก GA4 12–24 ชั่วโมง

คำถามที่พบบ่อย

Conversion tracking คืออะไร

+

คือการวัดว่าหลังจากลูกค้าเห็นหรือคลิกโฆษณาแล้ว เขาทำสิ่งที่มีมูลค่าต่อธุรกิจหรือไม่ เช่น โทร ทักแชท กรอกฟอร์ม จอง หรือซื้อสินค้า ทำให้รู้ต้นทุนต่อลูกค้าจริงของแต่ละแคมเปญ และช่วยให้ระบบประมูลอัตโนมัติหาลูกค้าที่มีแนวโน้มซื้อได้แม่นขึ้น

ต้องติดตั้งอะไรบนเว็บไซต์บ้าง

+

ฝั่ง Google Ads ใช้ Google tag หรือ Google Tag Manager (พร้อม Conversion Linker) ฝั่ง Meta Ads ใช้ Meta Pixel ร่วมกับ Conversions API และส่ง event_id เดียวกันเพื่อป้องกันการนับซ้ำ ถ้ามีผู้ใช้ที่ต้องขอความยินยอม ควรติดตั้งแบนเนอร์คุกกี้และ consent mode ด้วย

นับ conversion จากการทัก LINE ได้ไหม

+

ได้ ตั้งการคลิกปุ่ม LINE บนเว็บไซต์เป็น conversion ใน Google Ads และส่ง event Contact ให้ Meta ซึ่งครอบคลุมการติดต่อทางแชท ทั้งนี้เป็นการวัดการคลิกเพื่อเริ่มแชท ไม่ใช่การยืนยันว่าลูกค้าส่งข้อความจริง

ไม่มีเว็บไซต์ วัด conversion ได้ไหม

+

ได้ Google Ads วัดการโทรจากโฆษณาผ่าน call reporting และวัดการขอเส้นทางหรือการคลิกโทรจาก Google Business Profile เป็น local actions ส่วน Meta Ads ใช้แคมเปญข้อความเพื่อวัดจำนวนการเริ่มแชทได้

ทำไม conversion ของวันล่าสุดน้อยกว่าที่ควรเป็น

+

เพราะ Google รายงาน conversion ย้อนไปที่วันที่คลิกโฆษณา และข้อมูลใช้เวลาประมวลผลประมาณ 3 ชั่วโมงสำหรับ Last click และประมาณ 15 ชั่วโมงสำหรับโมเดลอื่น ลูกค้าบางคนยังตัดสินใจภายหลัง ตัวเลขของ 1–2 วันล่าสุดจึงเพิ่มขึ้นภายหลังได้

ทำไมตัวเลขใน Google Ads, Meta และ GA4 ไม่เท่ากัน

+

แต่ละระบบใช้ช่วงเวลานับ วิธีให้เครดิต และวันที่อ้างอิงต่างกัน เช่น Google Ads นับตามวันที่คลิก ส่วนเครื่องมืออื่นอาจนับตามวันที่เกิด conversion ควรเทียบในช่วงวันที่และการตั้งค่าเดียวกัน และใช้ยอดขายจริงเป็นตัวตัดสิน

การติดตั้ง conversion tracking ขัดกับ PDPA ไหม

+

ทำได้ถ้าทำตามหลักของ PDPA คือแจ้งวัตถุประสงค์ ขอความยินยอมก่อนหรือขณะเก็บข้อมูลเมื่อกฎหมายกำหนด และให้ผู้ใช้ถอนความยินยอมได้ง่าย ใช้แบนเนอร์คุกกี้ร่วมกับ consent mode และระบุการใช้ข้อมูลไว้ในนโยบายความเป็นส่วนตัว

แหล่งอ้างอิง

ข้อมูลในบทความตรวจสอบจากเอกสารทางการ ณ วันที่ 19 ตุลาคม 2569

  1. 1.About conversion measurement — Google Ads Help
  2. 2.About primary and secondary conversion actions — Google Ads Help
  3. 3.About conversion counting options — Google Ads Help
  4. 4.About conversion windows — Google Ads Help
  5. 5.About attribution models — Google Ads Help
  6. 6.About local actions conversions — Google Ads Help
  7. 7.Measure calls from ads — Google Ads Help
  8. 8.About enhanced conversions — Google Ads Help
  9. 9.Consent mode overview — Google for Developers
  10. 10.About data freshness — Google Ads Help
  11. 11.Understand your conversion tracking data — Google Ads Help
  12. 12.Use Tag Assistant to troubleshoot your unverified or inactive conversion actions — Google Ads Help
  13. 13.Conversions vs. key events in Google Analytics — Google Analytics Help
  14. 14.Meta Pixel reference: standard events — Meta for Developers
  15. 15.Deduplicate Pixel and server events — Meta for Developers
  16. 16.About attribution models and attribution settings — Meta Business Help Center
  17. 17.Personal Data Protection Act B.E. 2562 (2019) — กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เกี่ยวกับผู้เขียน

จิยะ ซามี Digital Marketing Specialist

(Jiya Samee)

Digital Marketing Specialist · 99 Ads Marketing

ดูแลการวางแผน ตั้งค่า และติดตามผลแคมเปญ Google Ads และ Meta Ads ให้ลูกค้าของ 99 Ads Marketing ได้รับการรับรองด้านการค้นหาของ Google Ads (Google Ads Search Certification) จาก Google

✓ Google Ads Search Certificationออกโดย Google · หมดอายุ

ใบรับรอง Google Ads Search Certification ของ Jiya Samee ออกโดย Google วันที่ 19 ตุลาคม 2026ตรวจสอบใบรับรองกับ Google Skillshop →
โทร LINEปรึกษาฟรี