กลยุทธ์โฆษณาFacebook AdsMeta Adsอ่าน 12 นาที

Google Ads กับ Facebook Ads ต่างกันอย่างไร 5 ข้อเปรียบเทียบก่อนเลือกยิงแอด

คู่มือสำหรับเจ้าของธุรกิจ เทียบวิธีหาลูกค้า ระบบประมูล กลุ่มเป้าหมาย งบประมาณ และการวัดผลของ Google Ads กับ Meta Ads (Facebook / Instagram) เพื่อเลือกช่องทางที่คุ้มที่สุด

จิยะ ซามี Digital Marketing Specialist

โดย · Digital Marketing Specialist✓ Google Ads Search Certified
เผยแพร่ · อัปเดตล่าสุด

อินโฟกราฟิกเปรียบเทียบ Google Ads vs Facebook Ads ต่างกันอย่างไร เลือกแบบไหนดี Search intent กับ Discovery และ 5 ข้อเปรียบเทียบ
เนื้อหาหลักในบทความ
5 หัวข้อ
เนื้อหาหลักในบทความ
คำถามที่พบบ่อย
7 คำถาม
คำถามที่พบบ่อย
อ้างอิงเอกสารทางการ
16 แหล่ง
อ้างอิงเอกสารทางการ
เวลาอ่านโดยประมาณ
12 นาที
เวลาอ่านโดยประมาณ
สารบัญ
  1. 1วิธีหาลูกค้า: คนที่กำลังค้นหา กับ คนที่กำลังเลื่อนดู
  2. 2ระบบประมูล: จ่ายถูกลงได้ด้วยคุณภาพโฆษณา
  3. 3กลุ่มเป้าหมายและรูปแบบโฆษณา
  4. 4งบประมาณ: งบรายวันเป็นค่าเฉลี่ย ไม่ใช่เพดาน
  5. 5การวัดผล และวิธีเลือกช่องทางให้เหมาะกับธุรกิจ
  6. 6คำถามที่พบบ่อย
  7. 7แหล่งอ้างอิง

Google Ads กับ Facebook Ads ต่างกันอย่างไร 5 ข้อเปรียบเทียบก่อนเลือกยิงแอด — คำถามที่เจ้าของธุรกิจถามบ่อยที่สุดก่อนเริ่มยิงโฆษณา คือควรเลือก Google Ads หรือ Facebook Ads คำตอบขึ้นอยู่กับว่าลูกค้าของคุณตัดสินใจซื้ออย่างไร บทความนี้เปรียบเทียบสองแพลตฟอร์มใน 5 ด้านที่มีผลกับต้นทุนและยอดขายจริง โดยอ้างอิงจากเอกสารทางการของ Google Ads และศูนย์ช่วยเหลือทางธุรกิจของ Meta พร้อมแนวทางเลือกช่องทางให้เหมาะกับธุรกิจ

คำตอบสั้น ๆ

Google Ads แสดงโฆษณาให้คนที่กำลังค้นหาสินค้าหรือบริการอยู่แล้ว เหมาะกับการเก็บลูกค้าที่พร้อมซื้อ ส่วน Facebook Ads หรือ Meta Ads แสดงโฆษณาบน Facebook, Instagram, Messenger, WhatsApp, Threads และ Audience Network ตามความสนใจและพฤติกรรม เหมาะกับการสร้างความต้องการและให้ลูกค้าทักแชท ทั้งสองระบบประมูลโดยให้น้ำหนักกับคุณภาพโฆษณา และงบรายวันเป็นค่าเฉลี่ย ไม่ใช่เพดาน ธุรกิจส่วนใหญ่ได้ผลดีที่สุดเมื่อใช้ทั้งสองช่องทางร่วมกันและวัดผลด้วยต้นทุนต่อลูกค้าจริง

สรุปประเด็นสำคัญ

  1. 1ประเด็นที่ 1หาลูกค้าคนละแบบGoogle เก็บความต้องการ Meta สร้างความต้องการ
  2. 2ประเด็นที่ 2ประมูลด้วยคุณภาพ ไม่ใช่แค่ราคาAd Rank ของ Google และ Total value ของ Meta
  3. 3ประเด็นที่ 3กลุ่มเป้าหมายและรูปแบบโฆษณาคีย์เวิร์ดและ audience กับ Custom Audiences
  4. 4ประเด็นที่ 4งบรายวันทำงานต่างกันGoogle สูงสุด 2 เท่าต่อวัน Meta สูงสุด +75%
  5. 5ประเด็นที่ 5วัดผลและเลือกช่องทางเทียบต้นทุนต่อลูกค้าจริง ไม่ใช่ค่าคลิก

1วิธีหาลูกค้า: คนที่กำลังค้นหา กับ คนที่กำลังเลื่อนดู

ความต่างที่สำคัญที่สุดของสองแพลตฟอร์ม คือจังหวะที่ลูกค้าเห็นโฆษณา บน Google ลูกค้าพิมพ์ค้นหาสิ่งที่ต้องการก่อน โฆษณาจึงตอบความต้องการที่มีอยู่แล้ว ส่วนบน Facebook และ Instagram ลูกค้ากำลังเลื่อนดูเนื้อหา โฆษณาจึงต้องดึงความสนใจและสร้างความต้องการขึ้นมาใหม่

ประเด็นสำคัญ

01Google Ads เริ่มจากคำค้นหา

โฆษณา Search แสดงเมื่อมีคนค้นหา เช่น "โรงแรมเชียงแสน" หรือ "คลินิกทำฟันใกล้ฉัน" และยังแสดงบน YouTube, Display, Discover, Gmail และ Maps ได้ผ่านแคมเปญอย่าง Performance Max

02Meta Ads เริ่มจากความสนใจ

ตำแหน่งโฆษณา Advantage+ ของ Meta แสดงโฆษณาได้บน Facebook, Messenger, Instagram, WhatsApp, Audience Network และ Threads โดยเลือกคนที่มีแนวโน้มทำผลลัพธ์ที่ต้องการ

03Meta มีวัตถุประสงค์ 6 แบบ

การรับรู้ การเข้าชม การมีส่วนร่วม ข้อมูลลูกค้า (Leads) การโปรโมทแอพ และยอดขาย เช่น ถ้าต้องการให้คนทักแชท Messenger หรือ WhatsApp ใช้วัตถุประสงค์การมีส่วนร่วมหรือข้อมูลลูกค้า

04ธุรกิจหน้าร้านได้เปรียบบน Google

เมื่อเชื่อม Google Business Profile กับ Google Ads ลูกค้าที่ค้นหาในพื้นที่จะเห็นที่ตั้ง กดโทร หรือขอเส้นทางได้ทันที และ Google นับการขอเส้นทางกับการคลิกโทรเป็น conversion ให้อัตโนมัติ

มุมมองเชิงกลยุทธ์

Strategic insight

Google เก็บความต้องการ Meta สร้างความต้องการ

ถ้าลูกค้าค้นหาบริการของคุณอยู่แล้ว Google Ads มักได้ลูกค้าที่พร้อมซื้อเร็วกว่า แต่ถ้าสินค้าใหม่ หรือลูกค้ายังไม่รู้ว่าต้องการ Meta Ads ช่วยให้คนรู้จักและสนใจก่อน แล้วค่อยไปค้นหาบน Google ภายหลัง

Strategic insight

เลือกจากพฤติกรรมลูกค้า ไม่ใช่ความชอบของเรา

ลองถามว่าลูกค้าส่วนใหญ่รู้จักธุรกิจคุณจากไหน ถ้าส่วนใหญ่มาจากการค้นหาหรือแผนที่ ให้เริ่มที่ Google ถ้าส่วนใหญ่มาจากเห็นโพสต์ รีวิว หรือคำแนะนำในโซเชียล ให้เริ่มที่ Meta

✓แผนลงมือทำจากหัวข้อนี้

  1. 1

    ลิสต์คำที่ลูกค้าใช้ค้นหา

    ถ้ามีคำค้นหาที่ชัดเจน เช่น ชื่อบริการ + พื้นที่ แปลว่า Google Ads มีโอกาสสูง

  2. 2

    ดูว่าสินค้าต้องเห็นภาพไหม

    สินค้าที่ต้องเห็นภาพหรือวิดีโอถึงจะอยากซื้อ เหมาะกับ Meta Ads

  3. 3

    เลือกช่องทางปิดการขาย

    ปิดการขายทางโทรหรือหน้าร้านเน้น Google ปิดการขายทางแชทเน้น Meta

อินโฟกราฟิกหาลูกค้าคนละแบบ Google Ads แสดงเมื่อคนค้นหาบน Search YouTube Maps Gmail Discover Display ส่วน Meta Ads แสดงบน Facebook Instagram Messenger WhatsApp Threads Audience Network
Google Ads ตอบความต้องการของคนที่กำลังค้นหา ส่วน Meta Ads สร้างความต้องการกับคนที่กำลังเลื่อนดูเนื้อหา

2ระบบประมูล: จ่ายถูกลงได้ด้วยคุณภาพโฆษณา

ทั้งสองแพลตฟอร์มขายพื้นที่โฆษณาผ่านการประมูลที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่มีโอกาสแสดงโฆษณา แต่ไม่ได้ให้ผู้เสนอราคาสูงสุดชนะเสมอ ทั้ง Google และ Meta ให้น้ำหนักกับความเกี่ยวข้องและคุณภาพของโฆษณาด้วย โฆษณาที่ดีจึงมักได้ตำแหน่งดีในราคาที่ต่ำกว่า

ประเด็นสำคัญ

01Google Ads ใช้ Ad Rank 6 ปัจจัย

ราคาประมูล คุณภาพของโฆษณาและหน้า Landing page เกณฑ์ขั้นต่ำของ Ad Rank ความเข้มข้นของการแข่งขัน บริบทการค้นหา เช่น พื้นที่ อุปกรณ์ เวลา และผลที่คาดว่าจะได้จากชิ้นงานเสริม เช่น เบอร์โทรหรือลิงก์เพิ่มเติม

02คุณภาพสูงช่วยลดค่าคลิก

Google ระบุว่าโฆษณาที่มีคุณภาพสูงมักจ่ายค่าคลิกต่ำกว่า และมีสิทธิ์แสดงชิ้นงานเสริมอย่าง sitelinks มากกว่า Ad Rank คำนวณใหม่ทุกครั้งที่มีการค้นหา

03Meta ใช้มูลค่าทั้งหมด (Total value)

โฆษณาที่ชนะการประมูลของ Meta คือโฆษณาที่มีมูลค่าทั้งหมดสูงสุด ซึ่งคิดจาก 3 ส่วน คือ ราคาประมูล อัตราการดำเนินการโดยประมาณ และคุณภาพโฆษณา

04Meta ลดคะแนนโฆษณาคุณภาพต่ำ

คุณภาพโฆษณาของ Meta วัดจากหลายแหล่ง รวมถึงคำติชมจากคนที่ซ่อนโฆษณา และลักษณะคุณภาพต่ำ เช่น การปิดบังข้อมูล ภาษาที่เร้าอารมณ์เกินจริง และการล่อให้มีส่วนร่วม

มุมมองเชิงกลยุทธ์

Strategic insight

Quality Score เป็นเครื่องมือวินิจฉัย

Quality Score 1–10 ของ Google ประเมินจากอัตราการคลิกที่คาดไว้ ความเกี่ยวข้องของโฆษณา และประสบการณ์ใน Landing page แต่ Google ระบุชัดว่า Quality Score ไม่ได้ใช้ในการประมูลโดยตรง ให้ใช้ดูว่าควรปรับส่วนไหน

Strategic insight

ทางลัดลดต้นทุนคือทำโฆษณาให้ตรงใจ

ข้อความโฆษณาที่ตรงกับคำค้นหา หน้า Landing page ที่ตอบสิ่งที่โฆษณาสัญญาไว้ และภาพที่ไม่หลอกล่อ ช่วยได้ทั้งสองแพลตฟอร์ม การเพิ่มราคาประมูลอย่างเดียวมักทำให้ต้นทุนสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น

✓แผนลงมือทำจากหัวข้อนี้

  1. 1

    ตรวจ Quality Score ของคีย์เวิร์ดหลัก

    ส่วนไหนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ให้ปรับข้อความโฆษณาหรือหน้า Landing page ตรงจุดนั้น

  2. 2

    ใส่ชิ้นงานเสริมให้ครบ

    เบอร์โทร sitelinks ที่ตั้ง และข้อความเพิ่มเติม ช่วยเพิ่ม Ad Rank บน Google

  3. 3

    ดูการวิเคราะห์ความเกี่ยวข้องบน Meta

    หลีกเลี่ยงคลิกเบตและการล่อให้มีส่วนร่วม ที่ทำให้คุณภาพโฆษณาลดลง

3กลุ่มเป้าหมายและรูปแบบโฆษณา

Google เน้นเลือกกลุ่มเป้าหมายจากสิ่งที่คนค้นหาและข้อมูลของธุรกิจเอง ส่วน Meta มีเครื่องมือสร้างกลุ่มเป้าหมายจากคนที่เคยมีส่วนร่วมกับธุรกิจในหลายรูปแบบ รูปแบบโฆษณาก็ต่างกัน Google เด่นที่โฆษณาข้อความพร้อมปุ่มโทรและแผนที่ ส่วน Meta เด่นที่ภาพ วิดีโอ และการทักแชท

ประเด็นสำคัญ

01Google: คีย์เวิร์ดและ audience segments

เลือกคีย์เวิร์ดที่ลูกค้าใช้ค้นหา แล้วเสริมด้วยกลุ่มเป้าหมาย เช่น ข้อมูลของคุณ (ผู้เคยเข้าเว็บ รายชื่อลูกค้า) กลุ่มที่กำลังหาซื้อสินค้า และกลุ่มตามความสนใจ

02Meta: Custom Audiences หลายแหล่ง

สร้างกลุ่มเป้าหมายจากผู้เข้าเว็บผ่าน Meta Pixel รายชื่ออีเมลหรือเบอร์โทรลูกค้า ผู้ชมวิดีโอ ผู้เปิดฟอร์มลีด และผู้ที่โต้ตอบกับเพจ Facebook หรือบัญชี Instagram ได้สูงสุด 500 กลุ่มต่อบัญชีโฆษณา

03Meta: กลุ่มเป้าหมายที่คล้ายกัน

ใช้ Custom Audience เป็นต้นแบบ เพื่อหาคนใหม่ที่มีลักษณะคล้ายลูกค้าเดิม เหมาะกับการขยายฐานลูกค้าเมื่อมีรายชื่อลูกค้าที่มีคุณภาพ

04รูปแบบโฆษณาที่เด่นของแต่ละฝั่ง

Google มีโฆษณาข้อความบนหน้าค้นหาพร้อมปุ่มโทร ที่ตั้ง และลิงก์ย่อย รวมถึงภาพและวิดีโอผ่าน PMax ส่วน Meta มีภาพ วิดีโอ ภาพสไลด์ ฟอร์มลีดในแอป และโฆษณาที่เปิดแชท Messenger หรือ WhatsApp

มุมมองเชิงกลยุทธ์

Strategic insight

ใช้ตำแหน่งโฆษณาทั้งหมดก่อนแล้วค่อยตัด

Meta ระบุว่าในการทดลอง ชุดโฆษณาที่ใช้ตำแหน่งโฆษณา Advantage+ มีต้นทุนต่อผลลัพธ์ลดลงเฉลี่ย 11.7% เมื่อเทียบกับการเลือกตำแหน่งเอง และต้นทุนเฉลี่ยของตำแหน่งที่สูงกว่า ไม่ได้แปลว่าตำแหน่งนั้นไม่มีประสิทธิภาพเสมอไป

Strategic insight

รีมาร์เก็ตติ้งข้ามแพลตฟอร์ม

คนที่เข้าเว็บจากการค้นหา Google แล้วยังไม่ติดต่อ สามารถเห็นโฆษณาบน Facebook หรือ Instagram ต่อได้ผ่าน Custom Audience จากเว็บไซต์ การใช้สองช่องทางร่วมกันจึงช่วยดึงลูกค้ากลับมาได้มากขึ้น

✓แผนลงมือทำจากหัวข้อนี้

  1. 1

    ติดตั้ง Google tag และ Meta Pixel

    เพื่อสร้างกลุ่มผู้เข้าเว็บไว้ใช้ทั้งสองแพลตฟอร์มตั้งแต่วันแรก

  2. 2

    เตรียมรายชื่อลูกค้า

    รวบรวมอีเมลหรือเบอร์โทรลูกค้าที่ได้รับความยินยอม ไว้สร้างกลุ่มเป้าหมายและกลุ่มที่คล้ายกัน

  3. 3

    เตรียมชิ้นงานให้ตรงแพลตฟอร์ม

    ข้อความชัดเจนสำหรับ Google วิดีโอแนวตั้งและภาพสะดุดตาสำหรับ Meta

4งบประมาณ: งบรายวันเป็นค่าเฉลี่ย ไม่ใช่เพดาน

ทั้งสองแพลตฟอร์มให้ตั้งงบเท่าไรก็ได้และปรับได้ตลอด แต่หลายธุรกิจตกใจเมื่อเห็นว่าบางวันใช้จ่ายเกินงบที่ตั้งไว้ ความจริงคือทั้ง Google และ Meta ตั้งงบรายวันเป็นค่าเฉลี่ย และมีเพดานที่ชัดเจนในระดับเดือนหรือสัปดาห์

ประเด็นสำคัญ

01Google: สูงสุด 2 เท่าต่อวัน

แคมเปญส่วนใหญ่ของ Google Ads ใช้จ่ายได้สูงสุด 2 เท่าของงบเฉลี่ยต่อวันในวันที่มีโอกาสดี เช่น งบวันละ ฿1,000 บางวันอาจใช้ถึง ฿2,000

02Google: ทั้งเดือนไม่เกิน 30.4 เท่า

Google จะไม่เรียกเก็บเกิน 30.4 เท่าของงบเฉลี่ยต่อวันในหนึ่งเดือน งบวันละ ฿1,000 จึงจ่ายไม่เกิน ฿30,400 ต่อเดือน ถ้าแสดงเกินกว่านั้น Google จะคืนเป็นเครดิต

03Meta: บางวันเกินได้ถึง 75%

งบต่อวันของ Meta เป็นค่าเฉลี่ยตลอดสัปดาห์ บางวันอาจใช้เกินถึง 75% และบางวันใช้น้อยกว่า เช่น งบวันละ ฿1,000 บางวันอาจใช้ถึง ฿1,750

04Meta: ทั้งสัปดาห์ไม่เกิน 7 เท่า

Meta เฉลี่ยค่าใช้จ่ายตามสัปดาห์ปฏิทิน (อาทิตย์ถึงเสาร์) และจะไม่ใช้เกิน 7 เท่าของงบต่อวัน งบวันละ ฿1,000 จึงไม่เกิน ฿7,000 ต่อสัปดาห์ ถ้าต้องการเพดานแน่นอนให้ใช้งบตลอดอายุการใช้งาน

มุมมองเชิงกลยุทธ์

Strategic insight

วางแผนงบเป็นรายเดือน

เพราะงบรายวันแกว่งได้ทั้งสองแพลตฟอร์ม ควรตั้งงบจากยอดที่ยอมจ่ายต่อเดือน หารด้วย 30.4 สำหรับ Google และติดตามยอดรวมรายสัปดาห์สำหรับ Meta แทนการดูทีละวัน

Strategic insight

เริ่มจากช่องทางเดียวถ้างบจำกัด

การแบ่งงบน้อย ๆ ไปหลายช่องทาง ทำให้แต่ละแคมเปญมีข้อมูลไม่พอให้ระบบเรียนรู้ ถ้างบจำกัด ให้เริ่มจากช่องทางที่ตรงกับพฤติกรรมลูกค้าที่สุดก่อน แล้วค่อยขยายเมื่อเห็นผล

✓แผนลงมือทำจากหัวข้อนี้

  1. 1

    กำหนดงบรายเดือนที่ยอมจ่าย

    แล้วแปลงเป็นงบเฉลี่ยต่อวันของแต่ละแพลตฟอร์ม

  2. 2

    ตั้งเป้าต้นทุนต่อลูกค้า

    คำนวณจากกำไรต่อการขายหนึ่งครั้ง เพื่อรู้ว่าจ่ายได้สูงสุดเท่าไรต่อหนึ่งลูกค้า

  3. 3

    ติดตามรายสัปดาห์ ไม่ใช่รายวัน

    ดูยอดรวมและต้นทุนต่อลูกค้าเป็นรายสัปดาห์ก่อนตัดสินใจเพิ่มหรือลดงบ

อินโฟกราฟิกงบรายวันทำงานต่างกัน ตัวอย่างงบวันละ 1,000 บาท Google Ads ใช้ได้สูงสุด 2,000 บาทต่อวัน ไม่เกิน 30,400 บาทต่อเดือน Meta Ads ใช้ได้สูงสุด 1,750 บาทในบางวัน ไม่เกิน 7,000 บาทต่อสัปดาห์
ตัวอย่างงบวันละ ฿1,000: Google สูงสุด ฿2,000 ต่อวันและ ฿30,400 ต่อเดือน ส่วน Meta สูงสุด ฿1,750 ในบางวันและ ฿7,000 ต่อสัปดาห์

5การวัดผล และวิธีเลือกช่องทางให้เหมาะกับธุรกิจ

การเลือกช่องทางที่ดีที่สุดต้องดูจากต้นทุนต่อลูกค้าจริง ไม่ใช่ค่าคลิกหรือจำนวนคนเห็น และต้องเข้าใจว่าสองแพลตฟอร์มนับ conversion ไม่เหมือนกัน ก่อนเริ่มยิงแอดจึงควรตั้ง conversion trackingให้ครบทั้งสองฝั่ง

ประเด็นสำคัญ

01Google นับย้อนไปที่วันที่คลิก

Google Ads รายงาน conversion ตามวันที่ลูกค้าคลิกโฆษณา นับ conversion ที่เกิดภายใน 30 วันหลังคลิกเป็นค่าเริ่มต้น และใช้ Data-driven attribution เป็นค่าเริ่มต้นของ conversion ส่วนใหญ่

02Meta นับตามการตั้งค่าในชุดโฆษณา

Meta ให้เลือกนับ conversion ภายใน 1 หรือ 7 วันหลังคลิก ภายใน 1 วันหลังเห็นโฆษณา และภายใน 1 วันหลังการมีส่วนร่วม ตัวเลขจึงเทียบกับ Google ตรง ๆ ไม่ได้

03อย่าบวก conversion สองแพลตฟอร์มตรง ๆ

ลูกค้าคนเดียวอาจเห็นโฆษณา Facebook แล้วค้นหาบน Google ก่อนโทรมา ทั้งสองระบบอาจนับ conversion นี้ ยอดรวมจากสองแพลตฟอร์มจึงมักมากกว่าจำนวนลูกค้าจริง

04ใช้ระบบกลางนับลูกค้าจริง

บันทึกลีดและยอดขายใน CRM หรือแดชบอร์ดกลาง พร้อมที่มาของลูกค้า แล้วคำนวณต้นทุนต่อลูกค้าจริงของแต่ละช่องทางจากข้อมูลชุดเดียวกัน

มุมมองเชิงกลยุทธ์

Strategic insight

เมื่อไรควรเริ่มที่ Google Ads

ลูกค้าค้นหาบริการของคุณอยู่แล้ว เป็นธุรกิจหน้าร้านที่ต้องการยอดโทรและขอเส้นทาง หรือเป็นบริการที่ลูกค้ามีความต้องการชัดเจน เช่น โรงแรม คลินิก ร้านซ่อม

Strategic insight

เมื่อไรควรเริ่มที่ Meta Ads

สินค้าใหม่ที่ลูกค้ายังไม่รู้จัก สินค้าที่ต้องเห็นภาพหรือวิดีโอถึงจะอยากซื้อ หรือธุรกิจที่ปิดการขายผ่านแชท ส่วนธุรกิจที่โตแล้วมักได้ผลดีที่สุดเมื่อใช้ทั้งสองช่องทาง ให้ Meta สร้างความต้องการและ Google เก็บความต้องการนั้น

✓แผนลงมือทำจากหัวข้อนี้

  1. 1

    ตั้ง conversion ให้ครบทั้งสองฝั่ง

    วัดการโทร ฟอร์ม แชท และยอดขายด้วยชื่อเดียวกันทั้ง Google และ Meta

  2. 2

    ทดสอบช่องทางแรก 4–6 สัปดาห์

    ให้ระบบมีเวลาเรียนรู้ แล้วดูต้นทุนต่อลูกค้าจริงก่อนตัดสินใจ

  3. 3

    ขยายไปอีกช่องทาง

    เมื่อช่องทางแรกคุ้มทุน เพิ่มอีกช่องทางเพื่อรีมาร์เก็ตติ้งและหาลูกค้าใหม่

อินโฟกราฟิกเริ่มจากช่องทางไหนดี เริ่มที่ Google Ads เมื่อลูกค้าค้นหาอยู่แล้ว เริ่มที่ Meta Ads เมื่อสินค้าต้องเห็นภาพหรือขายผ่านแชท และใช้ทั้งสองช่องทางร่วมกัน
เลือกช่องทางจากพฤติกรรมลูกค้า แล้วเทียบด้วยต้นทุนต่อลูกค้าจริง ไม่ใช่ค่าคลิก

คำถามที่พบบ่อย

Google Ads หรือ Facebook Ads อันไหนถูกกว่า

+

ไม่มีช่องทางไหนถูกกว่าเสมอ เพราะทั้งสองระบบใช้การประมูล ค่าใช้จ่ายจึงขึ้นกับการแข่งขันในธุรกิจและคุณภาพโฆษณา ค่าคลิกที่ต่ำกว่าไม่ได้แปลว่าคุ้มกว่า เพราะคนที่คลิกแต่ละช่องทางมีความตั้งใจซื้อต่างกัน ควรเทียบที่ต้นทุนต่อลูกค้าจริง

ควรเริ่มจาก Google Ads หรือ Facebook Ads

+

ถ้าลูกค้าค้นหาบริการของคุณอยู่แล้ว หรือเป็นธุรกิจหน้าร้าน ให้เริ่มที่ Google Ads ถ้าสินค้าใหม่ ต้องอาศัยภาพในการขาย หรือปิดการขายทางแชท ให้เริ่มที่ Meta Ads ถ้างบจำกัด ควรเริ่มช่องทางเดียวก่อนแล้วค่อยขยาย

ใช้ Google Ads และ Facebook Ads พร้อมกันได้ไหม

+

ได้ และมักได้ผลดีกว่า เพราะ Meta Ads ช่วยให้คนรู้จักแบรนด์ ส่วน Google Ads เก็บลูกค้าที่ค้นหาภายหลัง และยังรีมาร์เก็ตติ้งคนที่เคยเข้าเว็บข้ามแพลตฟอร์มได้ แต่ต้องวัดผลด้วยระบบกลางเพื่อไม่ให้นับลูกค้าซ้ำ

ไม่มีเว็บไซต์ ยิงแอดได้ไหม

+

ได้ Meta Ads ใช้โฆษณาที่เปิดแชท Messenger หรือ WhatsApp และฟอร์มลีดในแอปได้โดยไม่ต้องมีเว็บไซต์ ส่วน Google Ads ใช้ร่วมกับ Google Business Profile ให้ลูกค้าโทรหรือขอเส้นทางมาที่ร้านได้ ซึ่ง Google นับเป็น conversion ให้อัตโนมัติ

ทำไมบางวันค่าโฆษณาเกินงบรายวันที่ตั้งไว้

+

เป็นเรื่องปกติของทั้งสองแพลตฟอร์ม Google Ads ใช้ได้สูงสุด 2 เท่าของงบเฉลี่ยต่อวัน แต่ทั้งเดือนไม่เกิน 30.4 เท่า ส่วน Meta ใช้เกินได้ถึง 75% ในบางวัน แต่ทั้งสัปดาห์ (อาทิตย์ถึงเสาร์) ไม่เกิน 7 เท่าของงบต่อวัน

ทำไมตัวเลข conversion ของ Google กับ Meta รวมกันแล้วมากกว่ายอดขายจริง

+

เพราะทั้งสองระบบนับ conversion ตามการตั้งค่าของตัวเอง และลูกค้าคนเดียวอาจเห็นโฆษณาทั้งสองที่ก่อนซื้อ จึงถูกนับทั้งสองฝั่ง ควรใช้ CRM หรือแดชบอร์ดกลางนับลูกค้าจริงพร้อมที่มา ดูวิธีตั้งค่าได้ในคู่มือ Conversion Tracking

Facebook Ads กับ Meta Ads ต่างกันไหม

+

เป็นระบบเดียวกัน Meta คือบริษัทเจ้าของ Facebook, Instagram, Messenger, WhatsApp และ Threads โฆษณาทั้งหมดสร้างจากตัวจัดการโฆษณา Meta (Meta Ads Manager) และเลือกแสดงได้หลายแพลตฟอร์มในแคมเปญเดียว

แหล่งอ้างอิง

ข้อมูลในบทความตรวจสอบจากเอกสารทางการ ณ วันที่ 19 ตุลาคม 2569

  1. 1.About Ad Rank — Google Ads Help
  2. 2.About Quality Score for Search campaigns — Google Ads Help
  3. 3.About spending limits — Google Ads Help
  4. 4.Manage your spend in Google Ads — Google Ads Help
  5. 5.About audience segments — Google Ads Help
  6. 6.About Performance Max campaigns — Google Ads Help
  7. 7.About local actions conversions — Google Ads Help
  8. 8.About conversion windows — Google Ads Help
  9. 9.About attribution models — Google Ads Help
  10. 10.เกี่ยวกับการประมูลโฆษณา — ศูนย์ช่วยเหลือทางธุรกิจของ Meta
  11. 11.การเลือกวัตถุประสงค์การโฆษณาในตัวจัดการโฆษณา Meta — ศูนย์ช่วยเหลือทางธุรกิจของ Meta
  12. 12.เกี่ยวกับงบประมาณ — ศูนย์ช่วยเหลือทางธุรกิจของ Meta
  13. 13.เกี่ยวกับตำแหน่งโฆษณา Advantage+ — ศูนย์ช่วยเหลือทางธุรกิจของ Meta
  14. 14.วิธีการทำงานของระบบการแสดงโฆษณาของ Meta ที่ใช้ตำแหน่งการจัดวาง Advantage+ — ศูนย์ช่วยเหลือทางธุรกิจของ Meta
  15. 15.เกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดเอง — ศูนย์ช่วยเหลือทางธุรกิจของ Meta
  16. 16.เกี่ยวกับรูปแบบการระบุที่มาและการตั้งค่าการระบุที่มา — ศูนย์ช่วยเหลือทางธุรกิจของ Meta

เกี่ยวกับผู้เขียน

จิยะ ซามี Digital Marketing Specialist

(Jiya Samee)

Digital Marketing Specialist · 99 Ads Marketing

ดูแลการวางแผน ตั้งค่า และติดตามผลแคมเปญ Google Ads และ Meta Ads ให้ลูกค้าของ 99 Ads Marketing ได้รับการรับรองด้านการค้นหาของ Google Ads (Google Ads Search Certification) จาก Google

✓ Google Ads Search Certificationออกโดย Google · หมดอายุ

ใบรับรอง Google Ads Search Certification ของ Jiya Samee ออกโดย Google วันที่ 19 ตุลาคม 2026ตรวจสอบใบรับรองกับ Google Skillshop →
โทร LINEปรึกษาฟรี